ลงโฆษณาที่นี่

ติดตาม AomMoney
ฝ่ายบรรณาธิการ

คุณดรีม

thuwachit@likemeasia.com

092-264-5499
(เวลาทำการ จ. - ศ. 10.30 - 18.30 )

ฝ่ายขาย

คุณเกมส์

pongsakorn.y@likemeasia.com

096-394-2491
(เวลาทำการ จ. - ศ. 10.30 - 18.30 )



12/27 การสร้างสถานะทางการเงินให้เป็นบวก [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

tar-series12



tar-series12 สถานะทางการเงิน 12/27 การสร้างสถานะทางการเงินให้เป็นบวก [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน] tar series12 

 

 

จำที่ผมบอกได้ไหมครับว่ามนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่มีรายได้จำกัดแต่มีรายจ่ายไม่จำกัด กล่าวคือเราทำงานกันไปเรื่อยๆ มีรายได้ตลอด ซักวันหนึ่งเราจะมีวันเกษียณที่อายุ 60 ปี แต่หลังจากเกษียณเนี่ยมันก็ยังมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในชีวิตอยู่นะครับ ทำงานไม่ได้แล้ว เงินเดือนไม่มี ถ้าไม่มีเงินเก็บซักบาท จะกินอะไรมันก็แลดูยากนะครับ ไม่รวมค่ารักษาพยาบาลอีก ลำบากมากเลยนะ พอเห็นเช่นนี้แล้วก็เลยต้องกลับมามองในปัจจุบันว่าเราจะสามารถสร้างสถานะทางการเงินอย่างไรได้บ้าง ถ้าเราสร้างสถานะทางการเงินให้ดีตั้งแต่แรกได้ มันก็จะส่งผลดีต่ออนาคตใช่หรือเปล่าครับ?

ทีนี้สิ่งที่ผมเห็นมาตลอดก็คือ สถานะทางการเงินคนทั่วไปเนี่ยจะมีอยู่ 3 อย่าง… ไม่พ้นจากนี้แน่นอนครับ นั่นคือ

 

tar-series12-1 สถานะทางการเงิน 12/27 การสร้างสถานะทางการเงินให้เป็นบวก [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน] tar series12 1 

 

1. รายได้ = รายจ่าย

สถานะทางการเงินแบบแรกนี้ตอนสมัยผมเด็กๆนี่ผมเป็นนะ ไม่ได้เก็บเงินเลย คุณพ่อให้เงินไปโรงเรียนวันละ 10 บาท กินขนมถุง 5 บาท น้ำแปปซี่ 3 บาท ลูกอม 2 บาท หมดแล้ว 10 บาท (ไม่รู้ใครเกิดสมัยเดียวกับผมบ้างนะครับ ฮาๆ) ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมากเลยได้เงินเท่าไหร่มาก็ใช้หมด มีบางวันเก็บเงินได้บ้างแต่มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้นนะครับ คุณพ่อไม่ได้ให้ตังเพิ่มอะไรมาเลย ผมรู้แค่ว่าถ้าผมได้เงินก็ใช้ไปถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องใช้ ไม่เห็นลำบากอะไรเลย… 

แต่ความคิดแบบนั้นเป็นความคิดสมัยเด็กๆมากกว่า พอโตขึ้นแล้วมันไม่ใช่อย่างงั้นล่ะครับ เงินที่มากับเงินที่จ่ายไปมันไม่ใช่อยู่กรอบแบบสมัยเด็กๆแล้ว หลายๆครั้งผมพบว่าตอนโตขึ้นมันมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอีกมากมาย แล้วต้องจ่ายด้วยนะ ผลัดผ่อนไม่ได้ บางทีก็มาแบบไม่ได้คาดหวังว่าจะมา เพราะฉะนั้นแล้วการที่เราได้เงินเดือนมา แล้วก็ใช้มันไปเรื่อยๆจนหมดอย่าคิดว่ามันจะไม่เกิดปัญหาอะไรนะครับ มันอาจจะเกิดความเสี่ยงทางการเงินขึ้นมาก็ได้ อยู่ๆก็ต้องใช้เงินโดนไม่คาดฝันแล้วเราไม่มีเงิน มันก็เป็นบ่อเกิดของการเป็นหนี้เช่นกันนะครับ

โดยสรุปแบบแรกเนี่ยคือไม่มีหนี้… แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้ได้… ต้องเริ่มเก็บเงินออมมากขึ้นแล้วนะครับ

 

2. รายได้ น้อยกว่า รายจ่าย

ลักษณะนี้เป็นสถานะทางการเงินที่เรียกว่าเจ๊งได้ง่ายๆ หลายคนมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ไม่ใช่น้อยกว่าแค่เดือนเดียวนะครับ ทุกเดือนเลยจริงๆ ตรงนี้ก็ต้องมานั่งดูกันครับว่าชีวิตเรานั้นมีรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้างแล้วก็มาแยกประเภทกันว่าอันไหนเป็นรายจ่ายที่จำเป็นอันไหนไม่จำเป็น ค่อยๆปรับสมดุลของการใช้จ่ายเงินลงให้เหมาะสมนะครับ

แต่หลายๆครั้งที่ได้คุยกับเพื่อนๆแล้วพบว่า เขามักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนมีรายได้น้อยก็เลยมีโอกาสก่อหนี้ได้สูงเพราะใช้จ่ายไม่พอ ก็ไม่รู้ว่าเป็นข้ออ้างหรือเปล่าที่เป็นอุปสรรค์ในการเก็บออม ผมว่าตรงนี้มันอยู่ที่การบริหารเงินของเรานะครับ เพราะหลายๆคนที่เงินเดือนเยอะมากๆ อารมณ์เงินเดือนเป็นแสนบาท แต่ใช้เงินเป็นล้านบาทมันก็มี ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่พ้นกับการต้องพึ่งพาเงินกู้และทำให้ชีวิตเป็นหนี้ได้ เทียบกับคนที่เงินเดือนหมื่นแต่ใช้ไม่กี่พันและมีเงินเก็บซัก 2,000-3,000 บาท ก็ถือว่าเกิดความมั่งคั่งในชีวิตมากกว่าแล้ว ถึงแม้ Lifestyle มันจะไม่เท่ากันก็เถอะ แต่ถ้าเรามีความมั่งคั่งมากขึ้น เราก็สามารถสร้าง Lifestyle ในแบบของเราได้ ต่อให้มีรายได้มากแค่ไหนแต่รายจ่ายมากกว่ารายได้จนเป็นหนี้ซ้ำซ้อน มันก็อาจจะต้องลด Lifestyle ในอนาคตก็เป็นได้ ไม่เกี่ยวหรอกครับว่าคุณเงินเดือนน้อยหรือเยอะ เกี่ยวที่คุณใช้เงินยังไง

เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราตกอยู่ในสถานะการณ์ลักษณะนี้ ก็ต้องรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองนะครับ ลดค่าใช้จ่าย ลดหนี้หนี้สิน แล้วเราก็จะมีเงินออมมากขึ้น เงินออมมันงอกเงยได้ด้วยนะครับ เชื่อผมไหม? ถ้าไม่เชื่อลองคำนวณดูก็ได้ ที่ “การคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากออกมทรัพย์” เพียงแค่กรอกไปว่าเราจะเก็บเงินเท่าไหร่ด้วยดอกเบี้ยทำไหร่ รวมทั้งกำหนดเวลาฝาก เราจะเห็นการงอกเงยได้เลยล่ะ

 

3. รายได้ มากกว่า รายจ่าย

ผมเชื่อว่าคนที่ติดตาม series นี้ จะเป็นเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มนี้เป็นหลัก มีรายได้มากกว่ารายจ่าย หักลบกันไปแล้วก็จะเกิดเงินออมขึ้นมา จะมากจะน้อยมันก็แล้วแต่ละคนนะครับ ถ้าอยากออมได้มากขึ้นก็อาจจะลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ด้วยวิธีการต่างๆ แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วการลดรายจ่ายเป็นวิธีการที่ง่ายกว่าใช่ไหมครับ แต่ก็เอาพอประมาณก็พอเนอะ อย่าไปลดรายจ่ายมากจนไม่มีความสุขเลยดีกว่า

แต่อย่างไรก็ตามต้องอย่าลืมว่าคนที่มีรายได้มากกว่ารายจ่ายก็แบ่งเป็นอีก 2 ประเภทนะครับ

  • คนธรรมดา : มีเงินออมและก็เก็บเงินออมเอาไว้อย่างเดียว คนกลุ่มนี้มีเยอะมากๆแต่คนธรรมดาก็สามารถกลายเป็นคนจนได้ถ้าเขาเอาเงินเก็บออกมาใช้จ่ายสนุกสนานอีกครั้ง (ประมาณว่าเก็บเงินได้ แต่ก็เอามาใช้อยู่ดี) แล้วจะกลายเป็นคนจนได้อย่างสมบูรณ์ก็เมื่อเขาใช้จนเป็นหนี้ แต่ก็ยากนะครับผมว่า คนส่วนใหญ่ที่เก็บเงินได้ เขาจะกลัวการเป็นหนี้สูงมาก ก็จะเก็บเงินเอาไว้ เผื่อเหลือเผื่อขาด ชีวิตมาอยู่ในจุดนี้ได้ก็มีความสุขทางด้านการเงินแล้วล่ะ
  • คนรวย : มีเงินออมแล้วเอาเงินออมไปต่อยอดความมั่งคั่ง คนกลุ่มนี้จะคิดไปอีก Step นึง ด้วยการเอาเงินออมไปลงทุนในธุรกิจและทรัพย์สินต่างๆเพื่อให้เขาสามารถได้รับความมั่งคั่งมากกว่าเดิม พูดง่ายๆก็คือถ้าออมในเงินฝากอาจจะไม่รวยเท่ากับการเอาเงินไปลงทุนในกิจการหรอก คนกลุ่มนี้จะศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้นและประเมินความเสี่ยงต่างๆของตัวเองก่อนที่จะลงทุนจนประสบความสำเร็จ ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนนั้นก็มีความเสี่ยงนะครับหากเราไม่เตรียมพร้อมในเรื่องของความรู้ก่อนการลงทุนก็มีโอกาสทำให้ชีวิตประสบปัญหาด้านการเงินได้เช่นกัน

โดยสรุป คนที่มีรายได้มากกว่ารายจ่ายเป็นผู้ที่พร้อมในการต่อยอดในการสร้างความมั่งคั่งที่มากขึ้น

คุณอยากจะเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบไหนล่ะ? มนุษย์เดือนที่มีความเสี่ยงทุกวันๆ มนุษย์เงินเดือนที่จนลงเรื่อยๆ หรือ มนุษย์เงินเดือนที่มีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างอยู่ที่เราจะเลือกครับ ถ้าเรามีสถานะทางการเงินที่เป็นบวกแล้ว ยังไงเราก็ไม่ลำบากหรอก มาเพิ่มความมั่งคั่งในกับตัวเราตั้งแต่วันนี้นะครับ ลดรายจ่าย เพิ่มเงินออม ต่อยอดความมั่งคั่งครับ

 

 

 

 ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล
ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

 

 

สนับสนุนโดย

Krungsri-Guru-Banner-1 สถานะทางการเงิน 12/27 การสร้างสถานะทางการเงินให้เป็นบวก [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน] Krungsri Guru Banner 1


เป็นเพื่อนกับ Tar Kawin

ชอบบทความนี้ กดติดตาม Tar Kawin