ลงโฆษณาที่นี่

17/27 วิธีคิดของการกระจายความเสี่ยง [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

Cover_13-01



 Cover_13-01 กระจายความเสี่ยง 17/27 วิธีคิดของการกระจายความเสี่ยง [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน] Cover 13 01

 

 

คุณว่าการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมีความเสี่ยงไหม?

บางคนอาจจะบอกว่า ไม่มีหรอก ออฟฟิศไม่มีนโยบายไล่คนออก แล้วเราก็ทำงานดี ยังไงเขาก็คงต้องจ้างเราไว้อยู่ต่อแน่ๆ

บางคนก็อาจจะบอกว่าก็อาจจะมีความเสี่ยงนะ เพราะบริษัทที่จ้างเราก็ทำธุรกิจ ความไม่แน่นอนมันก็มี ถ้าธุรกิจขาดทุนก็ต้องไล่คนออก

ไม่ว่าเหตุผลของเราจะมองในแง่มุมไหนก็ตาม แต่เรื่องทั้งหมดสามารถเกิดได้เสมอครับ เราอาจจะทำงานไปจนเกษียณได้หรือในระหว่างทางบริษัทอาจจะต้องปิดกิจการลงก็ได้ โลกเราล้วนมีความเสี่ยงเสมอๆเลยครับ การเตรียมพร้อมเพื่อรับความเสี่ยงด้วยการสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็อาจจะไม่ต้องรอจนถึงวันเกษียณหรอก เริ่มสร้างกันตอนนี้เลยดีกว่า ด้วยเป้าหมายของเราก็คือ “จะต้องมีแหล่งรายได้มากกว่า 1 อย่าง” เวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจากการทำงาน เราจะได้มีเงินส่วนอื่นเข้ามาใช้จ่ายได้อย่างไม่ลำบากครับ



 

Aommoney_info_13-1-01 กระจายความเสี่ยง 17/27 วิธีคิดของการกระจายความเสี่ยง [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน] Aommoney info 13 1 01

 



ว่าแต่การสร้างแหล่งรายได้มากกว่า 1 อย่างนั้นสามารถทำได้อย่างไร?

บางคนอาจจะนึกถึงอาชีพเสริม รับจ็อบวันเสาร์อาทิตย์ เช่น การสอนพิเศษ การทำงานอิสระส่วนตัวในช่วงวันว่าง อันนี้ก็เป็นช่องทางการหารายได้หนึ่งที่เราทำได้ ด้วยการใช้กำลังกายและเวลาที่มีอยู่ แต่ในขณะที่เดียวกันถ้าเรามีเงินนิ่งๆอยู่ในบัญชี เราก็สามารถนำมันไปสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นได้เช่นกัน เช่น การเอาเงินออมของเราไปซื้อหุ้น กองทุนรวม สลากออมสิน อสังหาริมทรัพย์ การสร้างความมั่งคั่งลักษณะนี้เริ่มต้นง่ายๆจากการใช้เงินออมของเราเท่านั้น ซึ่งในภาษาของบรรดาเศรษฐีที่เขาพูดกันก็คือ “การใช้เงินต่อเงิน” แต่อย่างไงก็ตามการลงทุนก็เป็นสิ่งที่เป็นความเสี่ยง ลงทุนไปแล้วอาจจะกำไรก็ได้ ขาดทุนก็ได้ เราเองก็จะต้องมีการกระจายความเสี่ยงของรายได้ที่มาจากการลงทุนเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ผมจะกระจายการลงทุนเป็น 2 ระดับ

 

  • การกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนหลายๆแบบ

การวางไข่ต้องวางหลายๆตระกร้า หากตระกร้าหนึ่งเสียหายมันก็จะกำจัดความเสี่ยง ทำให้ไข่แตกไปบางส่วน แต่ถ้าเราไว้ในตระกร้าเดียวกันหมด ไข่อาจจะแตกทั้งตระกร้าก็ได้นะครับ การลงทุนเองก็ต้องลงทุนหลายๆแบบตามความเสี่ยงที่เรามี โดยการแบ่งเงินออมของเราออกมาและกำหนดสัดส่วนการลงทุนว่า จะเอาไปลงทุนในทรัพย์สินปประเภทไหนบ้าง ในสัดส่วนอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น น้องเกรย์แมน อายุ 24 ปี ยังไม่มีภาระความเสี่ยงมาก ไม่มีค่าใช้จ่ายเยอะในเรื่องของครอบครัว มีเงินออมต่อเดือน 9,000 บาท เขาก็อาจจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด อาจจะแบ่งเงินมาลงกองทุนรวมตราสารหนี้บ้าง สลากออมสินบ้าง เขาอาจจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็น ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี 5,000 บาท ลงทุนในสลากออมสิน 2,000 บาท และกองทุนรวมตราสารหนี้ 2,000 บาท 

แน่นอนครับว่าการลงทุนด้วยการกระจายความเสี่ยงแบบนี้มีผลดีต่อการลงทุนในระยะยาวของน้องเกรย์แมนได้ หากในปีไหนหุ้นเกิดตกลงมาและทำให้ผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นในปีนั้นๆดูไม่ดีเลย เขาก็ยังได้ผลตอบแทนที่มาจากการซื้อสลากออมสิน กองทุนรวมตราสารหนี้มาคอยจุนเจือให้ภาพรวมของการลงทุนยังคงมีผลตอบแทนอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ามันคงจะดีกว่าการลงทุนในหุ้นอย่างเดียวทั้ง 100% และเงินอาจจะจมไปกับการขาดทุนในหุ้นทั้งหมด

เพราะฉะนั้นแล้วต้องอย่าลืมการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไว้ในหลายๆแบบตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับการลงทุนของเรา น้องๆที่พึ่งทำงานรับความเสี่ยงได้มากก็เน้นลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงมากหน่อยเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น หุ้น 70% กองทุนรวมตราสารหนี้ 30% แต่ถ้าเราอายุมากขึ้นมาหน่อย มีครอบครัวต้องดูแลแล้วอาจจะแบ่งสัดส่วนให้ลงทุนในความเสี่ยงไม่มาก เช่น หุ้น 50% กองทุนรวมตราสารหนี้ 50% แต่ถ้าเราอายุมากแล้วก็ต้องลดสัดส่วนการลงทุนลงมาอีก เช่น หุ้น 10% กองทุนรวมตราสารหนี้ 90%

ก็อาจจะลองดูหลายๆแบบนะครับ ไม่ว่าจะลงทุนใน ทีดิน อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ หุ้น ทองคำ แต่ละอย่างมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ต้องวิเคราะห์และสร้างพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมครับ

 

  • การกระจายความเสี่ยงของการลงทุนประเภทเดียวกันไว้หลายๆจุด

นอกจากการจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการแบ่งสัดส่วนของพอร์ตให้ลงทุนในทรัพย์สินหลายๆประเภทแล้ว ภายใต้ประเภททรัพย์สินเดียวกันเราเองก็คงต้องบริหารความเสี่ยงเช่นกันนะครับ กล่าวคือ หากเราคิดว่าเราจะนำเงินมาลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี 5,000 บาท หลายๆคนก็มักจะมีคำถามว่า จะลงหุ้นตัวไหนดีและลงซักกี่ตัว ซึ่งผมเองก็มักจะให้คำตอบว่าเราควรจะต้องศึกษาก่อนว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหนและแต่ละตัวมีความเสี่ยงต่างกันอย่างไร แล้วสุดท้ายเราก็อาจจะลงทุนในหุ้นมากกว่า 1 ตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง ในกรณีของน้องเกรย์แมนอาจจะแบ่งการลงทุนเป็น หุ้น A 2,500 บาท หุ้น B 2,500 บาท หรืออาจจะมองว่าลงทุนในหุ้นซัก 3 บริษัทเลยดีกว่า เป็น หุ้น A 1,500 บาท หุ้น B 1,500 บาท และหุ้น C 1,500 บาท 

หลายคนถามว่าถ้าเขาพบว่าหุ้น A ให้ผลตอบแทนเยอะที่สุด มากกว่าหุ้น B หุ้น C มากๆ จะลงทุนในหุ้น A อย่างเดียวดีไหม? มันก็ตอบยากนะครับเพราะโลกของเรามีความเสี่ยง บางครั้งแค่การเปลี่ยนเทคโนโลยีก็ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนกระทบต่อผลกำไรของบริษัทได้ หรือบางทีอาจจะโชคร้าย บริษัทเกิดไฟไหม้โรงงานหลักลามไปโกดังเก็บของอีก 2 แห่ง ทำให้บริษัทต้องหยุดปรับปรุงกิจการเป็นเดือนๆ เงินที่เราลงทุนไปในหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้กำไรกลับมาเลยก็ได้ พบแต่การขาดทุนซึ่งส่งผลให้ความมั่งคั่งเราลดลงได้เช่นกัน

หลักการของการกระจายความเสี่ยงไว้ในหลายๆจุดนั้นนอกจากหุ้นแล้วก็สามารถนำไปใช้ในการลงทุนอย่างอื่นได้ เช่น การแบ่งสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมหลายๆแบบ มีทั้งกองทุนรวมดัชนี 30% กองทุนที่เน้นทำกำไรและสร้างการเติบโตของพอร์ต 50% กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ  20%  อีกตัวอย่างหนึ่งเช่นการลงทุนในคอนโด อาจจะลงทุนในคอนโดมากกว่าหนึ่งแห่ง เพราะถ้าเราลงทุนทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันแล้วพบเหตุการณ์เรื่องปัญหา เช่น ปัญหามลภาวะ มีปัญหาด้านโครงสร้าง หรือ ปัญหาอื่นๆที่ทำให้การลงทุนของเราเกิดปัญหา ตอนนั้นเราอาจจะเครียดไม่ใช่น้อยเลยนะครับแล้วก็อาจจะคิดว่ารู้งี้กระจายความเสี่ยงไว้ก็ดี

 

อย่าลืมนะครับว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความเสี่ยงมีอยู่รอบตัวเรา เราเองก็ต้องระมัดระวัง ควรศึกษาเรื่องความเสี่ยงทางการลงทุนให้ดี รวมถึงควรจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยนะครับ และทุกท่านจะสามารถสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนได้ 

 

 

 

สนับสนุนโดย

 

early-bird-aommoney กระจายความเสี่ยง 17/27 วิธีคิดของการกระจายความเสี่ยง [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน] early bird aommoney

 

 


เป็นเพื่อนกับ Tar Kawin

ชอบบทความนี้ กดติดตาม Tar Kawin