ลงโฆษณาที่นี่

“พอร์ต 7 สีฯ” คัมภีร์จัดพอร์ต วิถีปีศาจแห่งการลงทุน

INFO-7Colors-Port-15052017-02



ในงาน SET in the city 2017 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปนั่งพูดคุยกับนักลงทุนและคนที่สนใจเรื่องการลงทุน มีหลายคคนเข้ามาคุยกันเรื่องเป้าหมายทางการเงิน อยากเริ่มต้นลงทุน วิธีการจัดพอร์ตฯลงทุน ถือเป็นประสบการณ์ดีๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้

และผมได้แจกกระดาษใบหนึ่งที่ผมตั้งใจทำไปให้กับทุกคน เป็นโมเดลการจัดพอร์ตในรูปแบบต่างๆ โดยใช้วิธีการกระจายความเสี่ยงแบบ Asset Allocation ลงไปในสินค้าทางการเงิน 7 แบบ ซึ่งมีทั้งหมด 7 โมเดล ผมก็เลยตั้งชื่อกระดาษแผ่นนั้นว่า “พอร์ต 7 สีมณี 7 แสง” (สงสัยตอนเด็กดูหนังจักรๆ วงศ์ๆ มากเกินไป)

ซึ่งใครที่พลาดงานนั้นไปไม่ต้องเสียดายไป เพราะผมทำเป็นไฟล์แบบ PDF ไว้ให้เพื่อนๆทุกคนได้ดาวน์โหลดกันที่ Facebook page (Click ที่นี่ เพื่อไปที่หน้าดาวน์โหลด)

“พอร์ต 7 สีฯ” คัมภีร์จัดพอร์ต วิถีปีศาจแห่งการลงทุน พอร์ต “พอร์ต 7 สีฯ” คัมภีร์จัดพอร์ต วิถีปีศาจแห่งการลงทุน Thumpnails 7Colors Port 15052017 01

 

ชำแหละ “พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง”

ในส่วนแรก จะมีกราฟเปรียบเทียบผลตอบแทน และแสดงความผันผวนของสินทรัพย์ 6 ชนิดอยู่

กราฟนี้บอกอะไรกับนักลงทุน?

ผมนั่งเก็บสถิติของผลตอบแทนของสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2007 จนถึงเดือนมีนาคม 2017 (ระยะเวลา 10 ปี) จาก Benchmark ที่ผมสามารถหาข้อมูลมาได้ และพบว่า หากนักลงทุนนำเงิน “1 ล้านบาท” วางไว้ในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ โดยไม่มีการถอนหรือฝากเพิ่ม (เหมือนลืมเงินก้อนนี้ไปเลย) ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนเมื่อผ่านไป 10 ปี (2007-2017) พบว่า เงิน 1,000,000 บาทที่อยู่ใน…

บัญชีฝากประจำ 12 เดือน จะกลายเป็น….1,235,095 บาท
พันธบัตรรัฐบาล จะกลายเป็น……………….1,294,313 บาท
หุ้นกู้ภาคเอกชน จะกลายเป็น………………1,624,309 บาท
ทองคำ จะกลายเป็น…………………………..1,774,740 บาท
หุ้นขนาดใหญ่ 100 ตัว จะกลายเป็น……..3,133,315 บาท
หุ้นขนาดกลางเล็ก จะกลายเป็น…………..4,729,884 บาท

จำเป็นหรอ? ที่ต้องลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทเดียวเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ


จะเห็นว่าผลตอบแทนจากหุ้นขนาดเล็กที่อยู่ในตลาด mai ได้ผลตอบแทนมากที่สุด (ประมาณ 37.30% ต่อปี) แต่ความผันผวนในผลตอบแทนก็สูงที่สุดเช่นกัน หมายความว่าเราไม่อาจโชคดีได้ผลตอบแทนมากเท่านี้เสมอไป ลองนึกดูว่าถ้าเราเริ่มลงทุนเฉพาะหุ้นตัวเล็กตอนต้นปี 2015 จนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้เงินต้นคืนเลยด้วยซ้ำ ความเสี่ยงของมันจึงสูงที่สุด (ช่วงปี 2014 หุ้นตัวเล็กหลายตัวได้รับความคาดหวังจากตลาดสูง ทำให้ราคาวิ่งไปเกินกำไรที่สามารถทำได้ PE ของหุ้นขนาดเล็กสูงมาก สุดท้ายเมื่อบริษัททำตามที่ตลาดคาดหวังไม่ไหว ราคาจึงตกลงมาอย่างรุนแรง)

หุ้นตัวใหญ่ๆ ใน SET แม้พวกมันจะมีความผันผวนหรือความเสี่ยงน้อยกว่า แต่ผลตอบแทนของมันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้น้อยหน้า เมื่อรวมทั้งเงินปันผลและ Capital gain แล้วได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 21.33% (ที่เยอะก็เพราะว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้เจอวิกฤตหนักๆ เหมือนตอนต้มยำกุ้งปี 1997 แม้จะเจอซับไพรม์ในปี 2008 แต่ผลเสียหายไม่รุนแรงเท่า บรรยากาศการเมืองไทยในช่วง 10 ปีก็ไม่ได้ทำให้ตลาดลงรุนแรงซักเท่าไหร่)

ต่างกับ “ทองคำ” (ที่ดูร้อนระอุเหมือนบรรยากาศในช่วงนี้) จากกราฟจะเห็นได้ชัดว่าความผันผวนของทองคำมีสูง และในช่วง 5-6 ปีแรกของการลงทุน ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเลยด้วยซ้ำ แต่…สินค้าโภคภัณฑ์มันมีช่วงเวลาร้อนแรงของมัน ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ผลตอบแทนจากทองคำจึงไม่ใช่ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.75% ต่อปี

ขณะที่เรากำลังหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดอยู่นั้น ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีผู้ที่แสวงหาความมั่นคงอยู่ด้วย ผลตอบแทนจากหุ้นกู้ภาคเอกชน พันธบัตรรัฐบาล และเงินฝากประจำ ให้ผลตอบแทนเป็น Fixed Income ที่มั่นคง สม่ำเสมอ แม้จะไม่มากมาย แต่มันก็ช่วยตอบโจทย์เรื่อง “ความมั่นคงของเงินต้น” ได้อย่างดี เมื่อดูจากกราฟจะเห็นว่าสินทรัพย์ทั้ง 3 ชนิดนี้ แทบจะเป็นเส้นตรงก็ว่าได้ มีเพียงหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีความผันผวนตาม “อัตราดอกเบี้ย” ในแต่ละช่วง

ซึ่งคำตอบของผม สำหรับการลงทุนที่ดี คือ “การลงทุนนั้นไม่จำเป็นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่ควรจะเป็นการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนมีความสุข และตอบโจทย์เป้าหมายในการลงทุน”

เพราะนักลงทุนทุกคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน และการลงทุนแบบ “High Risk – High Return” ไม่ใช่คำตอบของทุกเป้าหมายทางการเงิน

 

กำเนิด Asset Allocation Models – “พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง”

 

เมื่อสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละชนิดมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงด้วยการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่หลายๆคนมักจะเรียกว่า “การจัดพอร์ตฯ” จึงเกิดขึ้น แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่า Portfolio แบบไหนถึงจะเหมาะสมกับเป้าหมาย และความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน

ผมค้นหาข้อมูลจากทุกที่เพื่อดูว่า โมเดลในการลงทุนการลงทุนที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในระยะยาว (Strategic Asset Allocation) อย่างไรบ้าง? ลองนำมาเปรียบเทียบและปรับใช้เพื่อการจัดพอร์ตฯส่วนบุคคล

จนได้โมเดลของการจัดสรรสินทรัพย์มา 7 แบบ (พอร์ต 7 สี) คือ Defensive, Conservative, Income, Income & Growth, Equity income, Growth และ Aggressive Growth  

โดยใช้สินทรัพย์ทางการเงิน 7 ชนิด (มณี 7 แสง) ประกอบไปด้วย เงินสด/Money Market Fund, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้ภาคเอกชน, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, หุ้นขนาดใหญ่/กองทุนรวมในหุ้นที่มีนโยบายตั้งรับ, หุ้นขนาดกลางเล็ก/หุ้นเติบโต และ ทองคำ

เมื่อนำสินทรัพย์ทั้ง 7 ชนิดมาจัดสัดส่วน เพื่อดูผลตอบแทนที่คาดหวังและความผันผวนของ Portfolio แล้ว

จะได้ Base Case คือผลตอบแทนที่คาดหวังโดยทั่วไปของ Portfolio

Best Case คือ มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังสูงที่สุดที่ร้อยละ…ต่อปี

และ Worst Case คือ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังต่ำที่สุดที่ร้อยละ…ต่อปี

จะเห็นได้ว่าแต่ละ Model จะมีขนาดของกรอบความผันผวนไม่เท่ากัน ยิ่ง Model ไหนมีสัดส่วนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง Model นั้นก็จะมีโอกาสผันผวนได้มาก แต่ไม่น่าจะเกินกว่ากรอบที่วางเอาไว้

แล้วแบบนี้จะเอา Model ไหนไปใช้ในการลงทุนดีล่ะ?

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า โมเดลทั้ง 7 ของผม เพื่อนๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามต้องการ ไม่จำเป็นว่าจะต้องจัดสัดส่วนตามผมเป๊ะๆ เพราะผมไม่สามารถจัด Portfolio ให้ตรงตามความต้องการของทุกคนได้ อาจจะมีปรับนิดๆ หน่อยๆ หรือจะลองจัดสรรทุกอย่างขึ้นมาใหม่ก็ได้

แต่อย่าลืมสองเรื่องที่สำคัญ คือ 1. ความเสี่ยงที่ตัวเราเองสามารถรับได้ และ 2. เป้าหมายในการจัดสรรสินทรัพย์ เรื่องแรกผมไม่กังวลเท่าไหร่เพราะเพื่อนๆ สามารถเรียนรู้เองได้ ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน แต่เป้าหมายในการจัดพอร์ตฯ ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ตามนักลงทุน!

ผมมองว่าเราควรมีจุดมุ่งหมายก่อนว่าจะลงทุนเพื่ออะไร ก่อนที่จะนำเงินก้อนนั้นมาจัดสรรลงทุนตามแต่ละโมเดลอย่างเช่น…

ถ้าวางเป้าจะเกษียณฯภายใน 30 ปีข้างหน้า ผลตอบแทนที่คาดหวัง 8-10% ต่อปี เพราะเป้าหมายนี้ยังอีกยาวไกล การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ได้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงอย่าง หุ้นสามัญ ด้วยสัดส่วนที่มากกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ จึงเลือกใช้ Growth Model เพื่อให้เงินลงทุนเติบโตแบบ โดยที่นักลงทุนก็สามารถรับความเสี่ยงได้

ถ้าอยากได้รายรับเข้ามาจากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ก็ลองจัด Income Model หรือ Income & Growth Model เพื่อรับเงินปันผลหรือดอกเบี้ยรับก็ได้ ความเสี่ยงจากการลงทุนก็จะไม่สูงมาก

แต่ถ้าจำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนนั้นในระยะสั้น อย่างเช่น จะเก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อแต่งงานใน 1-2 ปีข้างหน้า เงินก้อนนี้ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ ปล่อยให้มันนอนสบายๆ อยู่ใน Defensive Model หรือ Conservative Model ผลตอบแทนที่ได้จะดีกว่าฝากธนาคารเล็กน้อย

 

INFO-7Colors-Port-15052017--01 พอร์ต “พอร์ต 7 สีฯ” คัมภีร์จัดพอร์ต วิถีปีศาจแห่งการลงทุน INFO 7Colors Port 15052017 01

 

ลองสร้างเป้าหมายขึ้นมาดูก่อนครับ ว่าเราอยากใช้เงินลงทุนเพื่ออะไร จากนั้นค่อยตรวจสอบความเสี่ยง แล้วค่อยเริ่มลงมือจัดพอร์ตกันต่อไป

ในส่วนสุดท้ายของไฟล์ที่แจกให้ก็จะมีการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี หากเราใช้เงิน 1 ล้านบาทเพื่อจัดพอร์ต ผลตอบแทนของทั้ง 7 โมเดลจะทำให้เงิน 1 ล้านบาทของ…

Defensive Model กลายเป็น………………. 1,423,401 บาท

Conservative Model กลายเป็น…………. 1,627,005 บาท

Income Model กลายเป็น…………………… 1,753,887 บาท

Income & Growth Model กลายเป็น….. 2,345,709 บาท

Equity income Model กลายเป็น……….. 2,576,438 บาท

Growth Model กลายเป็น…………………… 2,962,486 บาท

Aggressive Growth Model กลายเป็น.. 3,331,620 บาท

 

มีโมเดลตัวอย่างให้ดูแบบนี้แล้ว ผมเชื่อว่าเงินในบัญชีของหลายๆ คนคงสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้วล่ะ อยากจะลงทุนต้องใจเย็นนะครับ ใช้สติพิจารณาทุกอย่างให้รอบคอบ จะนำไปใช้เลย หรืออยากจัดสัดส่วนด้วยตัวเองโดยใช้ พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง เป็นไกด์ไลน์เอาก็ได้ครับ แต่อย่าลืมเรื่องสำคัญที่ผมบอกด้วยล่ะ !!

หลังจากบทความนี้แล้ว เราจะมาชำแหละโมเดลทั้ง 7 กันต่อ ใครเหมาะกับแบบไหน? เป้าหมายสำคัญของโมเดลแต่ละแบบเป็นอย่างไร? แต่ละโมเดลมีไอเดียและที่มายังไง? ติดตามกันได้ที่นี่เลยนะครับ ไม่นานเกินรอ! อิอิ

 

 

นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน


ปล. ผลตอบแทนจากสินทรัพย์และพอร์ตต่างๆผมอ้างอิงจาก Benchmark เหล่านี้
* อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน จากธนาคารแห่งประเทศไทย
* อัตราผลตอบเฉลี่ยแทนตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาล (1-3ปี) จากธนาคารแห่งประเทศไทย
* S&P Thailand Corporate Bond Index (Mar’07-Mar’17)
* S&P GSCI Gold Total Return (Mar’07-Mar’17)
* SET100 Total Return Index (SET100TRI Mar’07-Mar’17)
* mai Total Return Index (mai TRI Mar’07-Mar’17)


เป็นเพื่อนกับ AomMoney.com

ชอบบทความนี้ กดติดตาม ปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน