ลงโฆษณาที่นี่

[ซีรีย์] สิ่งที่ฉันคิด vs ความเป็นจริง ในเรื่องประกันชีวิต (ตอนที่ 4)

Edit สิ่งที่คิด MTL (1)-02



[ซีรีย์] สิ่งที่ฉันคิด vs ความเป็นจริง ในเรื่องประกันชีวิต (ตอนที่ 4)

 

สวัสดีคร้าบบบ เดินทางมาถึงตอนที่ 4 ของซีรีส์รู้ลึกกับประกันชีวิตกันแล้ว สำหรับในตอนนี้ ผมอยากจะนำเสนอในเรื่องที่ว่า หลายๆคนคงจะเคยเห็นแก๊กตลกตามโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เป็นภาพของ สิ่งที่คิด(สิ่งที่ผมคิด, สิ่งที่พ่อแม่คิด, สิ่งที่เพื่อนคิด) vs ในความเป็นจริง กันใช่ไหมล่ะครับ ก็ถือเป็นมุขที่ฮา ที่โดนกันไม่ใช่น้อยเลย ว่าไหมครับ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของประกันชีวิตล่ะ เราจะฮาออกเหมือนเรื่องอื่นๆกันไหมหนอ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากเล่าให้ทุกคนฟังครับ ว่าสิ่งที่หลายๆคนคิด หรือเข้าใจกัน ในเรื่องของประกันชีวิต กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เนี่ย มันตรงกันหรือแตกต่างกันยังไง เป้าหมายคงไม่ใช่เพื่อสร้างความขบขัน(หรือใครอ่านแล้วจะฮาก็ได้นะครับไม่ว่ากัน 555) แต่คงเป็นเพื่อสร้างความเข้าใจในแง่มุมที่ถูกต้องกันมากขึ้นเกี่ยวกับการทำประกันชีวิตกันมากกว่า โดยครั้งนี้ ผมจะขอยกมา 2 ประเด็นหลักๆ ครับ

 

1. “เมื่อพูดถึงการซื้อประกันชีวิต”

สิ่งที่ผมคิด => “ซื้อตัวที่มีเงินคืนสิ ดีกว่าตัวที่ไม่มีเงินคืน ตัวไหนมีเงินคืนเยอะที่สุดตัวนั้นแหละดีที่สุด”

สิ่งที่พ่อผมคิด => “ซื้อเพื่อคุ้มครองชีวิตไปทำไม ถ้าไม่ตายก็ไม่ได้เงิน เหมือนจ่ายเงินทิ้งไปเปล่าๆ ไม่คุ้มเลย”

สิ่งที่เพื่อนผมคิด => “ถ้าจะซื้อก็ซื้อเพื่อเอาไว้ลดหย่อนภาษีไง”

 

ในความเป็นจริง => ก่อนอื่นเลย คงต้องทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของการทำประกันชีวิตกันก่อนครับ ว่าจริงๆแล้วการทำประกันชีวิตคือการ “สร้างการการันตี” ของเงินที่จะได้ ไม่ว่าคนที่จะได้เงินนั้นคือเรา หรือคนที่อยู่ข้างหลังก็ตาม หากเป็นการปกป้องความเสี่ยงของคนที่อยู่ข้างหลัง(เช่น ลูก ภรรยา) ในกรณีที่เราจากไปอย่างกะทันหัน แล้วอาจทำให้คนที่อยู่ข้างหลังเดือดร้อน เพราะขาดเงินเลี้ยงดูจากเรา หรือต้องมารับภาระหนี้สินที่มีอยู่ต่อ ก็ควรต้องทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง เพื่อสร้างเงินการันตีให้คนที่อยู่ข้างหลัง

 

ส่วนถ้าเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือแบบบำนาญ ก็คือการสร้างเงินการันตีในอนาคตให้แก่ตัวเรานั่นเอง ดังนั้น ก่อนที่จะดูว่าซื้อประกันตัวไหนดี ก็ควรจะต้องถามตัวเองก่อนดีกว่าว่า “เรามีความจำเป็นต้องการันตีเงินตรงส่วนไหนไหม?” เพื่อที่จะได้เลือกประเภทของประกันได้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ แล้วจึงค่อยมาเลือกซื้อแบบประกันที่คิดว่าคุ้มค่าที่สุด

 

เพราะฉะนั้น ความคิดที่ว่า ประกันแบบที่มีเงินคืน ดีกว่าแบบไม่มีเงินคืน และควรเลือกประกันที่มีเงินคืนเยอะที่สุด จึงอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะประกันแต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยที่ต่างกัน ไม่มีแบบไหนที่ดีกว่าอีกแบบ 100% ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและวัตถุประสงค์ในการทำประกันมากกว่า (เช่น หากเราต้องทำประกันเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต แบบที่ไม่มีเงินคืน หรือแบบตลอดชีพ จะเหมาะกว่าแบบมีเงินคืนหรือแบบสะสมทรัพย์ เพราะหากจ่ายเบี้ยเท่ากันจะได้เงินคุ้มครองชีวิตหรือทุนประกันชีวิตที่สูงกว่าหลายเท่า)

ส่วนหากจะเปรียบเทียบผลตอบแทนของแบบประกันที่เน้นการออมด้วยกันเอง ก็ไม่สามารถเทียบเอาจากมูลค่าเงินคืนได้ เพราะมีเรื่อง “มูลค่าเงินตามเวลา” เข้ามาเกี่ยวข้อง (เงินที่ได้รับเร็วกว่า จะมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ได้รับช้ากว่า)

 

ส่วนที่ว่า ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง ทำไปแล้วถ้าไม่ตายก็ไม่คุ้ม เพราะเหมือนกับเสียเงินไปเฉยๆ ก็แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่เข้าใจ หรือไม่ตระหนักเรื่องของ “ความเสี่ยง” ของชีวิตดีพอ เรามักจะคิดว่าเราแข็งแรง ดูแลตัวเองดี มีความระมัดระวัง โอกาสเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรมีน้อย ถ้าต้องจ่ายเบี้ยไปแล้วเราไม่ได้ใช้เงินนั้นก็เหมือนเสียเงินทิ้งไปฟรีๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตเรา ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน แม้โอกาสเกิดจะน้อย แต่ก็ใช่ว่าไม่มี และหากเกิดขึ้นมาแล้ว อาจจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อคนอื่น หากเรามีความรัก ความเป็นห่วงคนที่เราดูแล เราก็ทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง การจ่ายเบี้ยในแต่ละปี ก็เสมือนการจ่ายเงินจ้างให้บริษัทประกันมารับความเสี่ยงตรงนี้แทนเรา และอันที่จริง เบี้ยที่จ่ายไปก็ไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้ง 100% เพราะสำหรับประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองแบบตลอดชีพ จะมีมูลค่าเงินสดอยู่ในกรมธรรม์ด้วย ทำให้ถึงแม้จะไม่ต้องการความคุ้มครองต่อโดยทำการปิดกรมธรรม์ ก็ยังได้รับมูลค่าเงินสดที่มีอยู่คืนกลับไป ไม่ได้เสียเบี้ยทิ้งไปทั้งหมด (ใช้การเวนคืนมูลค่าเงินสด)

 

และเช่นเดียวกัน ความคิดที่ว่า ทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี ก็ไม่ใช่จุดประสงค์หลักที่แท้จริงของการทำประกัน จึงควรสำรวจความต้องการและความจำเป็นจริงๆของตัวเองก่อน เพื่อให้การทำประกันครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนการลดหย่อนภาษี เป็นเพียงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเท่านั้นครับ

 

 

2. “เมื่อพูดถึงสิทธิ์ต่างๆหลังทำประกัน”

สิ่งที่ผมคิด => “ทำประกันสุขภาพไปแล้ว มีสิทธิ์เบิกได้ 100% ทุกโรค”

สิ่งที่พ่อผมคิด => “ถ้าทำประกันชีวิต ตายเมื่อไหร่ บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยทุกกรณี”

สิ่งที่คนอื่นๆคิด => “ถ้าทำประกันไปแล้วไม่อยากจ่ายต่อ ก็หยุดจ่ายไปเฉยๆได้เลย”

 

ในความเป็นจริง => การเบิกจ่ายเงินชดเชย ไม่ว่าจะประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิต ต้องเป็นไปตาม “เงื่อนไข” ที่บริษัทประกันกำหนดนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้เบิกได้ 100% ทุกกรณีเสมอไป ต้องศึกษาและทำความเข้าใจในเงื่อนไขการเบิกจ่ายให้ดี โดยสอบถามจากตัวแทนมืออาชีพก่อนที่จะตกลงทำประกัน แต่โดยทั่วไป หากร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ปกติดี และแถลงสุขภาพตามความเป็นจริง ก็มักจะสามารถเบิกจ่ายได้ทุกโรคทุกอาการอยู่แล้ว (แต่สำหรับบางโรค โดยเฉพาะโรคร้ายแรง ก็จะมีระยะเวลารอคอยหลังอนุมัติกรมธรรม์ พ้นจากนั้นถึงจะมีสิทธิ์เบิกได้) หรือหากมีโรคประจำตัว มีประวัติการรักษาบางโรคมาก่อน ก็อาจจะไม่สามารถเบิกจ่ายกรณีที่เกิดจากโรคนั้นๆได้ และอาจโดนเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันสูงขึ้น ส่วนกรณีเสียชีวิต หากเป็นประกันชีวิตแบบปกติ (ไม่ใช่แบบผู้สูงวัย เพราะมีเงื่อนไขต่างกัน) ก็มักจะจ่ายเงินชดเชยทุกกรณี ไม่ว่าจะจากโรคหรือจากอุบัติเหตุ ตั้งแต่ปีแรกที่ทำประกัน (สำหรับคนที่มีสุขภาพปกติ แต่สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว ก็อาจจะครอบคลุม หรือไม่ครอบคลุมโรคนั้นก็ได้ แล้วแต่การพิจารณาของบริษัท) ยกเว้นกรณีที่

(*กรณียกเว้น)
กรณี 1) การฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี
กรณี 2) ถูกผู้รับผลประโยชน์ฆ่าตาย (คนที่เราใส่ชื่อว่าให้เป็นคนรับเงินประกัน ตอนที่เราทำประกัน)
กรณี3) มีการปกปิดเรื่องสุขภาพ ไม่แถลงสุขภาพตามความจริง

 

ส่วนที่คิดว่าหากไม่อยากทำประกันต่อ ก็สามารถหยุดจ่ายเบี้ยแล้วหายเงียบไปเฉยๆเลยก็ได้ ก็อาจจะไม่ผิด แต่ก็จะทำให้เราไม่ได้ผลประโยชน์เท่าที่ควรจะได้ เพราะหากเราต้องการหยุดจ่ายเบี้ย เราสามารถเลือกใช้สิทธิ์ได้ 1 ใน 3 สิทธิ์ คือ 1) สิทธิ์เวนคืนมูลค่าเงินสด คือ ขอปิดกรมธรรม์แล้วรับเงินสดที่เหลืออยู่ในกรมธรรม์คืนมาเลย 2) สิทธิ์การใช้เงินสำเร็จ คือ การขอให้มีความคุ้มครองไปจนกว่าจะครบสัญญา แต่ความคุ้มครองจะลดลง และ 3) สิทธิ์ขยายเวลาคุ้มครอง คือ การขอให้มีความคุ้มครองต่อไปจนกว่ามูลค่าเงินสดจะหมดลง และมีความคุ้มครองที่เท่าเดิม

ซึ่งหากเราไม่แจ้งตัวแทนหรือบริษัทเพื่อขอให้สิทธิ์ดังกล่าว บริษัทจะทำการ “กู้เงินกรมธรรม์” โดยเอามูลค่าเงินสดที่เหลือมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยปีต่อๆไป พร้อมคิดดอกเบี้ย อัตโนมัติ จนกว่ามูลค่าเงินสดจะหมด โดยที่ระหว่างนั้นเราก็ยังได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวนอยู่ หากมูลค่าเงินสดหมดแล้ว บริษัทก็จะให้สิทธิ์ต่ออายุกรมธรรม์ไปอีก 5 ปี ถ้าหากเรากลับมาต่ออายุ (อาจจะเพราะเปลี่ยนใจ) ภายใน 5 ปีนั้น เราก็ต้องจ่ายเบี้ยที่ค้างจ่ายมา พร้อมดอกเบี้ย เป็นค่าชดเชยเงินกู้กรมธรรม์คืน ถ้าเราไม่จ่าย กรมธรรม์เราก็จะถูกปิดลง โดยไม่ได้ผลตอบแทนใดๆคืนเลย  ดังนั้นหากคิดจะหยุดจ่ายเบี้ยประกันปีต่อแน่ๆ ผมแนะนำให้เลือกใช้สิทธิ์ 1 ใน 3 สิทธิ์ดังกล่าว จะคุ้มค่ากว่าปล่อยไว้เฉยๆครับ

 

นอกจากนี้ อีกสิทธิ์หนึ่งที่เราควรจะต้องรับรู้ไว้ นั่นก็คือ “สิทธิ์ในการขอยกเลิกสัญญาประกันภัย” สำหรับในกรณีที่เราอาจจะหลงทำประกันชีวิตไปด้วยความผิดพลาด ให้ข้อมูลผิด หรือเข้าใจผิด (เช่น จากที่หลายๆคนเคยมีปัญหาว่าถูกพนักงานธนาคารทำให้เข้าใจผิดว่าการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ คือการฝากเงินระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงินทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง) โดย เราสามารถขอยกเลิกประกันชีวิตที่เราทำผิดพลาดไปได้ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่เซ็นรับกรมธรรม์นะครับ (เรียกว่าช่วง “Free Look Period”) หากรู้ตัวว่าหลงทำประกันไปด้วยความผิดพลาด ก็สามารถขอยกเลิกสัญญา และรับเงินที่จ่ายเบี้ยไปคืนได้ (ถูกหักค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ประมาณ 500 บาท) ถ้าเกินจาก 15 วันไป ถือว่ากรมธรรม์มีผลตามสัญญาไปแล้ว ถ้าจะยกเลิก ก็ไม่สามารถรับเบี้ยที่จ่ายไปทั้งหมดคืนได้ ต้องเลือกใช้ 1 ใน 3 สิทธิ์ที่จะหยุดจ่ายเบี้ยประกันต่อที่ได้บอกไปข้างต้น เท่านั้นครับ

Edit 2-สิ่งที่คิด-MTL-4  [ซีรีย์] สิ่งที่ฉันคิด vs ความเป็นจริง ในเรื่องประกันชีวิต (ตอนที่ 4) Edit 2                                MTL 4

ทั้งหมดนั่นคือเรื่องที่ผมเห็นว่า หลายๆคนยังเข้าใจประกันชีวิตในแง่ดังกล่าวอยู่ ซึ่งบ้างครั้งมันก็อาจจะไม่ถูกต้องตรงความเป็นจริงนัก ก็หวังว่า บทความนี้จะช่วยให้ทุกคนได้เข้าใจการทำประกันชีวิต รวมถึงเงื่อนไขและสิทธิ์ต่างๆที่เราควรจะต้องรู้มากขึ้นนะครับ ^^

 

Banner-Ads-ออมมันนี่-595-x-114-PX_1 (1)  [ซีรีย์] สิ่งที่ฉันคิด vs ความเป็นจริง ในเรื่องประกันชีวิต (ตอนที่ 4) Banner Ads                             595 x 114 PX 1 1


เป็นเพื่อนกับ AomMoney.com

ชอบบทความนี้ กดติดตาม Insuranger