ลงโฆษณาที่นี่

จัดพอร์ตลงทุน Asset Allocation อย่างปลอดภัย ด้วยสูตรลับ “CONDOM”

Asset Allocation CONDOM



พูดถึงเรื่องการจัดพอร์ต , Asset Allocation หรือ การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน เรามักจะนึกถึงเรื่องของการกระจายความเสี่ยงเป็นอันดับแรก เพราะการจัดสรรสินทรัพย์ จะช่วยลดความผันผวนของ “พอร์ตการลงทุน” ได้ และช่วยให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 

ในปัจจุบัน แนวคิดในการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการลงทุนเป็นหลัก บางคนลงทุนเพื่อรักษาเงินต้น ไม่ได้อยากเสี่ยงมาก แค่ชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวก็พอ บางคนต้องการผลตอบแทนในรูปแบบกระแสเงินสด ทั้งเงินปันผลจากกองทุนรวม หุ้น หรือดอกเบี้ยรับจากหุ้นกู้ หรือบางคนก็อยากเห็น NAV ของพอร์ตลงทุนเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

 

ไม่ว่าใครจะชอบแบบไหน ทุกๆการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นนักลงทุน ควรมองหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด ในระดับความเสี่ยงที่ตนสามารถรับได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุน

 

ครั้งนี้ “นายปั้นเงิน” นำแนวคิดและแนวทางการปฏิบัติในการจัดพอร์ตลงทุนแบบสร้างสรรค์ มาฝากเพื่อนๆนักลงทุนทุกท่าน ขอขนานนามสูตรลับนี้ว่า “CONDOM” ถึงชื่อจะฟังดูพิลึก (ดูบ้ากามแปลกๆ) แต่เมื่อพูดถึง “CONDOM” ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม รับรองเรื่องความปลอดภัยได้แน่นอน

 

แล้วเกี่ยวกับ Asset Allocation ยังไง? ไปดูพร้อมกันทีละตัว

 

C: Conservative

 

C ตัวแรกมาจาก Conservative ที่หมายถึง “ความระมัดระวัง” ในโลกแห่งการลงทุน เรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึง คือ “การจำกัดความเสี่ยง” ภายใต้ “หลักของความระมัดระวัง” เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน หากนักลงทุนเลือกนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว โดยไม่มีการศึกษาถึงความเสี่ยงมาก่อน หรือไม่มีความรู้เลย จนเกิดความเสียหายอย่างหนัก นั่นแปลว่านักลงทุนคนนั้น “ไม่มีความระมัดระวังในการลงทุน”

 

เราควรจะรู้จักสินทรัพย์ที่จะนำเงินไปลงทุน หรือมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ดีก่อนการลงทุน ต่อให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน นักวิเคราะห์ ที่ปรึกษาทางการเงิน โค้ช เซียน เทรนเนอร์ หรือกูรูคนไหน มาชี้เป้าให้นำเงินไปลงทุนตามที่บอกก็ตาม สุดท้ายเงินลงทุนทั้งหมดก็เป็นของคุณอยู่ดี ไม่ควรนำข้อมูลที่ได้มาเพื่อใช้ตัดสินใจ 100% ควรใช้ข้อมูลต่างๆประกอบการตัดสินใจของตัวเองภายใต้ความระมัดระวังด้วย

 

ดังนั้นเรื่องสำคัญเรื่องแรกคือ ต้องระมัดระวังเงินลงทุนของคุณให้ดี ไม่ว่าจะรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อยเพียงใด ทุกคนก็ควรมีระดับความระมัดระวังเหมือนกัน ขนาดนักลงทุนในหุ้นชื่อดังหลายๆคน ที่ศึกษาข้อมูลในการลงทุนมาเป็นอย่างดีแล้ว ยังต้องมี Margin Of Safety เป็น “ส่วนเผื่อความปลอดภัย”  เพื่อลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด ในทุกครั้งที่เข้าซื้อหุ้น

 

ดังนั้นนักลงทุนอย่างเรา ก็ควรมีความระมัดระวังก่อนที่จะลงทุนเหมือนกันนะ

 

O: Objective

 

“เป้าหมายในการลงทุน” เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน นักลงทุนต้องมีเป้าหมายในการลงทุน เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่ต่างกัน จริงอยู่ที่ผลตอบแทนที่เยอะที่สุด อาจจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าลองมองเป้าหมายประกอบไปด้วย การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนเสมอไป

 

เพราะการลงทุนที่ดีที่สุด คือ การลงทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายในการลงทุนได้ดีที่สุด และเหมาะกับระยะเวลาของเป้าหมาย เข้ากับไลฟ์สไตล์มากที่สุด เพื่อให้ตัวเองมีความสุขกับการลงทุน

 

ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่า คุณเป็นผู้ชายอายุ 35 ปีแล้วอยากซื้อบ้านพร้อมเก็บเงินแต่งงานในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ตอนนี้เงินที่เก็บไว้ในออมทรัพย์มาตลอดมันมีไม่พอ ขาดอีกเกือบครึ่ง คุณกล้าที่จะนำเงินทั้งหมดมาลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดมั๊ยล่ะครับ?

ถ้ากล้าพอ ก็คงลุ้นกันตัวโก่ง เฝ้าตามดูการลงทุนนั้นอยู่ตลอดเวลา วันไหนมันขาดทุนก็คงจะกระวนกระวายไม่น้อย ถูกมั๊ยครับ? ถ้าผลตอบแทนที่ได้ มันเป็นไปตามที่คาดก็คงจะดีไม่น้อย

แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คิด เงินก้อนนั้นขาดทุนจนไม่สามารถแต่งงานได้ตามเป้าหมาย คงโดนว่าที่เมียตบกบาล แล้วไปโพสพันทิปด่าแน่นอน

 

ทุกครั้งที่จัดพอร์ตจึงต้องแยกแยะเป้าหมายของการลงทุนเสมอ เช่น Portfolio A มีไว้สำหรับการเกษียณฯ ต้องการผลตอบแทนที่ 7% ต่อปี จะเกษียณฯใน 25 ปีข้างหน้า ด้วยเงินก้อน 40 ล้านบาท ส่วน Portfolio B มีไว้สำหรับการแต่งงาน ซื้อเรือนหอ ในอีก 2 ปีข้างหน้า เป้าหมาย 8 ล้านบาท ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มาก คาดหวังผลตอบแทนที่ 2-3% ก็เพียงพอ Portfolio C สำหรับ… เป็นต้น

 

เพราะเป้าหมายของเราไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว จึงต้องดูว่าแต่ละเป้าหมายนั้น ต้องลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนแบบไหน ซึ่งในงาน SET ที่ผ่านมา ผมแบ่งตัวอย่างผลตอบแทนของพอร์ตลงทุน ออกเป็น 7 รูปแบบ แต่ขอพูดถึง 4 รูปแบบในที่นี้นะครับ

 

  1. Defensive Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการรักษาเงินต้นไม่อยากทำให้เงินต้นเสียหาย
  2. Income Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดจากการลงทุน
  3. Income & Growth Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการทั้งกระแสเงินสดและการเติบโตของ NAV
  4. Growth Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการให้เงินลงทุนเติบโตเป็นเงินก้อนเพียงอย่างเดียว

 

อย่างที่บอกมา เป้าหมายของการลงทุนคือสิ่งสำคัญ ก่อนจะเริ่มจัดพอร์ตลงทุนต้องมีเป้าหมายการลงทุนนั้นก่อนนะ!

 

N: Non-Correlation

 

เนื่องจากการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) เป็นการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ในสัดส่วนที่ต่างกัน ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ และเป้าหมายที่วางไว้ เวลาวางนโยบายการลงทุน หรือการจัดสัดส่วนพื้นฐานของพอร์ต (Strategic Asset Allocation) ก็ควรเลือกลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ความเสี่ยงเกิดการกระจายตัว

สมมติ ใน Portfolio ของเรามีสินทรัพย์อยู่ 2 ชนิด คือ A และ B หากค่าความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ใน Portfolio เป็นบวก นั่นแปลว่าสินทรัพย์ทั้งสองชนิดมีความสัมพันธ์กันในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดเหตุการณ์ หรือปัจจัยที่มากระทบให้ผลตอบแทนของ A ลดลง ผลตอบแทนของ B ก็จะลดลงไปในทิศทางเดียวกัน

 

ถ้าค่าความสัมพันธ์เป็นลบ แสดงว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั้งสองจะเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกัน หากสินทรัพย์ A ให้ผลตอบแทนที่ดี สินทรัพย์ B จะให้ผลตอบแทนในทางตรงข้าม ทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนหักล้างกัน

wdac5 พอร์ต จัดพอร์ตลงทุน Asset Allocation อย่างปลอดภัย ด้วยสูตรลับ “CONDOM” wdac5

(ขอบคุณรูปภาพจาก: Financial Guide)

ซึ่งการเลือกสินทรัพย์แบบ Non-Correlation จะช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และสามารถลดความผันผวนของผลตอบแทนได้เป็นอย่างดีด้วย

 

D- Diversification

 

ต่อเนื่องจากการเลือกสินทรัพย์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เรื่องสำคัญในการลงทุนเรื่องหนึ่ง คือ “การกระจายการลงทุน” เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุน และไม่เป็นการแบกรับความเสี่ยงของสินทรัพย์ตัวหนึ่งมากจนเกินไป นโยบายการวางไข่ไว้ในตระกร้าหลายๆใบจึงเกิดขึ้น

 

เราไม่ควรทุ่มเงินลงทุนไปในสินทรัพย์เพียงตัวเดียวแบบหมดหน้าตัก เว้นแต่ว่าเรามีความเชี่ยวชาญ ชื่นชอบเข้าใจในสินทรัพย์ประเภทนั้นเป็นอย่างดี และสามารถรับความเสี่ยงทั้งหมดของมันได้

แต่ถ้าไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมแนะนำให้กระจายการลงทุนใน Asset class ที่แตกต่างกัน

เช่น หุ้น เป็นสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว แต่ความเสี่ยงจากหุ้นคือความผันผวนของราคาหุ้น และความเสี่ยงจากการล้มเลิกบริษัท หรือ

ตราสารหนี้แม้จะได้ผลตอบแทนคงที่ และดูมีความเสี่ยงน้อย แต่มันเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัว คือเรื่องเครดิตความน่าเชื่อถือ ช่วงที่ผ่านมามีข่าวบริษัทเอกชน ไอ้ๆอีๆ หลายแห่งเบี้ยว ไม่ยอมจ่ายเงินคืนนักลงทุน เงินทั้งก้อนเรียกได้ว่าอาจจะหายไปกับความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้น

 

ดังนั้นเมื่อเราเลือกกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาคือ การเลือกสินทรัพย์รายตัวให้ต่างกัน เช่น ถ้าเราเลือกลงทุนในเป้าหมายที่ต้องใช้หุ้นเป็นสัดส่วนใหญ่ ให้เราเลือกลงทุนหุ้น ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต่างกัน ขนาดต่างกัน หรือ เลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศกระจายตัวกันหน่อยก็ได้

 

ถ้าเลือกหุ้นเองไม่เป็นก็ใช้กองทุนรวมในการกระจายความเสี่ยงแทนได้นะครับ เพราะกองทุนเค้านำเงินไปกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายๆตัวให้แล้ว แต่เราไม่ต้องไปกระจายการลงทุนในกองทุนชนิดเดียวกันอีกแล้ว ถ้าเลือกกองทุนคนละกองแต่นโยบายใกล้เคียงกัน มันก็ยังเป็น Positively Correlation อยู่ดี

 

ถ้าอยากจะใช้กองทุนรวมในการลงทุน ต้องเลือกดูนโยบายให้ไม่มีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการ กระจายลงในกองทุนต่างประเภท ไปเลย เช่น กองทุนรวมในหุ้น 50% กองทุนรวมตราสารหนี้ 30% Property Fund 20%

 

หรือ ถ้าเป้าหมายเราต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 80% ใน 80% นั้น ลงในกองทุนที่เลือกถือหุ้นที่มีไส้ในต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจจะเป็นกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ กับ หุ้นไทย อย่างละครึ่งก็ได้

 

และไม่ว่าจะกระจายการลงทุนอย่างไร สุดท้ายผลตอบแทนมันมักจะออกมา ไม่ใช่ผลตอบแทนที่ดีที่สุด และก็ไม่แย่ที่สุดเหมือนกัน  แต่อย่างน้อยผลตอบแทนจะออกมาสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ในตอนแรก นั่นคือสิ่งที่ดีสุด ไม่ใช่หรอครับ?

 

O- Opportunity

 

โอกาสในการลงทุน มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ สำหรับคนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องการลงทุนอยู่เป็นประจำ เรื่องการโยกย้ายสัดส่วนเงินลงทุนชั่วคราว (Tactical Asset Allocation) จะสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะสั้นให้กับพอร์ตการลงทุนได้

 

เมื่อนักลงทุนมองสภาพตลาด และความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจออก ประเมินแล้วว่ามีโอกาสชนะในการปรับสัดส่วนลงทุน นักลงทุนสามารถโยกย้ายสัดส่วนที่เคยจัดสรรไว้ในตอนแรก ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ชั่วคราว

 

เช่น เดิมทีจัดสัดส่วน Portfolio ไว้ตามนี้ เงินสด 10% ตราสารหนี้ 20% Property Fund 30% และ หุ้นไทย 40% หากมองว่าในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะตกต่ำ จึงลดสัดส่วนหุ้นมาเหลือ 10% เพื่อรักษาผลตอบแทนจึงนำไปใส่ใน กองทุนรวมตราสารหนี้และเงินสด สัดส่วนชั่วคราวจะเป็น เงินสด 20% ตราสารหนี้ 40% Property Fund 30% และ หุ้นไทย 10%

 

และเมื่อเศรษฐกิจผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ กลับเข้ามาสู่ช่วงฟื้นตัว ตลาดหุ้นกลับมาสู่ช่วงขาขึ้น เราสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนเป็นเหมือนเดิมเพื่อเพิ่มผลตอบแทนก็ได้ หรือจะนำเงินสดมาเน้นน้ำหนักการลงทุนในหุ้น ให้สัดส่วนทั้งหมดเป็น เงินสด 5% ตราสารหนี้ 10% Property Fund 30% และ หุ้นไทย 55% จนกว่าเศรษฐกิจจะคงตัว  แล้วค่อยปรับให้เป็นสัดส่วนเดิมที่จัดสรรไว้แต่แรก

 

ในโลกของการลงทุนโอกาสในการลงทุนจะปรากฏต่อหน้าคนที่หมั่นศึกษาหาข้อมูล ดังนั้นยิ่งคุณอ่านหนังสือ ติดตามข้อมูลข่าวสาร ยิ่งเป็นการสร้างโอกาสในการลงทุนให้กับตัวเอง

 

M- Monitor

 

เงินลงทุนของคุณไม่ควรปล่อยมันไว้อย่างทิ้งขว้าง เป็นความจริงที่ว่าคุณไม่จำเป็นต้องเฝ้าตลาด หรือติดตามพอร์ตการลงทุนอยู่ตลอดเวลา แต่ควรมีการติดตามผลตอบแทน มูลค่าในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตบ้าง อย่างน้อยปีละครั้งก็ยังดี (ทำได้ไตรมาสละครั้งยิ่งดี)

 

เราควรติดตาม เพื่อประเมินว่ามันยังได้ผลตอบแทนตามที่เราต้องการอยู่หรือไม่ ถ้าเกิดมันย่ำแย่อย่างสม่ำเสมอ ก็ต้องรู้ว่าข้อผิดพลาดในการลงทุนมันเกิดขึ้นตรงไหน ควบคุมให้ผลตอบแทนยังคงสอดคล้องกับความเป็นไปได้ของเป้าหมายที่วางไว้

 

หรือถ้าลงทุนมาได้ระยะหนึ่ง ความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเกิดน้อยลง ก็ถึงเวลาที่จะปรับพอร์ต เพื่อลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงลง ให้ผลตอบแทนที่คาดหวังไม่ผันผวนจนเกินไป จะได้มีความสุขกับการลงทุนในอนาคตไงล่ะครับ

จัดพอร์ต Asset Allocation CONDOM พอร์ต จัดพอร์ตลงทุน Asset Allocation อย่างปลอดภัย ด้วยสูตรลับ “CONDOM” Info Condom 18042017 02

และทั้งหมดคือสูตรลับ “CONDOM” ที่ตอนนี้ไม่ลับอีกต่อไป เพราะผมเปิดให้ทุกคนดูหมดแล้ว (เขินจัง) ถ้าอยากจะจัดพอร์ตเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ สอดคล้องกับเป้าหมาย ก็นำสูตรนี้ไปใช้กันได้เลย หาซื้อตามเซเว่นก็ไม่มีขาย!!!

 

หากทำได้ตามที่บอก..เชื่อผมเถอะ “CONDOM” จะมอบความสุข (ในการลงทุน) ให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน >//<

 


เป็นเพื่อนกับ AomMoney.com

ชอบบทความนี้ กดติดตาม ปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน